.
วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
บันทึกการเรียนการสอน ครั้งที่ 4
วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2556
อาจารย์ได้สอนในเรื่อง เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม และ อารมณ์(Children with Behavioral and Emotional Disorders)
อาจารย์ได้สอนในเรื่อง เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม และ อารมณ์(Children with Behavioral and Emotional Disorders)
-เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆไม่ได้
-เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
-ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างเรียบร้อย
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม
และอารมณ์ สามารถ แบ่งออกเป็น 2ประเภท ดังนี้ คือ
-เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์
-เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้
เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้
มักมีพฤติกรรมที่เห็นได้ชัด คือ
-วิตกกังวล
-หนีสังคม
-ก้าวร้าว
การจะจัดว่าเด็กมีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ ดังนี้
-สภาพแวดล้อม
-ความคิดเห็นของแต่ละบุคคล
ผลกระทบ
-ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ
-รักษาความสัมพันธ์
กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
-มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
-มีความคับข้องใจ
และมีความเก็บกด อารมณ์
-แสดงอาการทางร่างกาย
เช่น ปวดศรีษะ ปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย
-มีความหวาดกลัว
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม
ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
-เด็กสมาธิสั้น
(Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)
-เด็กออทิสติก
(Autistic) หรือ ออทิสซึ่ม (Autisum)
เด็กสมาธิสั้น(Children
with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)
-เรียกโดยย่อๆว่า
ADHD
-เด็กที่ซนอยู่ไม่นิ่ง
ซนมากผิดปกติ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
-เด็กบางคนมีปัญหา
เรื่องสมาชิกบกพร่อง อาการหุนหันพลันแล่น ขาดความยังยั้งชั่งใจ
เด็กเหล่านี้ทางการแพทย์ เรียกว่า Attention Deficit Disorders (ADD)
ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม
และ อารมณ์
-อุจจาระ
ปัสสาวะ รดเสื้อผ้า หรือที่นอน
-ติดขวดนม หรือตุ๊กตา
และของใช้ในวัยทารก
-ดูดนิ้ว
กัดเล็บ
-หงอยเหงา
เศี้าซึม การหนีสังคม
-เรียกร้องความสนใจ
-อารมณ์หวั่นไหวง่าย
ต่อสิ่งเร้า
-อิจฉา ริษยา
ก้าวร้าว
-ฝันกลางวัน
-พูดเพ้อเจ้อ
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้(
Children with Learning Disabilities)
-เรียกย่อๆว่า L.D.
(Learning Disability)
-เด็กที่มีปัญหา
ทางการเรียนรู้เฉพาอย่าง
-เด็กมีปัญหาทางการใช้ภาษา
หรือการพูด การเขียน
-ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน
เด็กที่มีปัญหาเนื่องจาก ความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย
ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
-มีปัญหาในทักษะคณิตศาสตร์
-ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้
-เล่าเรื่อง/ลำดับเหตุการณ์ไม่ได้
-มีปัญหาด้านการ
อ่าน เขียน
-ซุ่มซ่าม
-รับลูกบอลไม่ได้
-ติดกระดุมไม่ได้
-เอาแต่ใจตนเอง
เด็กออทิสติก (Autistic)
-หรือ
ออทิซึ่ม(Autism)
-เด็กที่มีความบกพร่องอย่างรุนแรงในการสื่อความหมายพฤติกรรม
สังคม และความสามารถทางสติปัญญาในการรับรู้
-ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
บันทึกการเรียนการสอน ครั้งที่ 3
วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2556
-อาจารย์ได้สอนในเรื่องของ เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสุขภาพ และ เรื่องเด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด และ ภาษา
1.เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสุขภาพ(IChildren
with Physical and Health Impairments) มีดังนี้ คือ
-เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
-อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
-มีปัญหาทางระบบประสาท
-มีความลำบากในการเคลื่อนไหว
เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสุขภาพ สามารถจำแนกได้ 2 ประเภท
อาการบกพร่องทางร่างกาย
- เด็กซีพี (Cerebral Palsy) มีลักษณะ คือ อัมพาต สมองพิการ หรือ
สมองที่กำลังถูกพัฒนาก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด
- การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า
เด็กซีพีมีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่างๆของสมองแตกต่างกัน
- อัมพาตเกร็งแขนขา หรือ ครึ่งซีก (Spastic)
-อัมพาตของลีลาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Atnetoid)
-อัมพาตสูญเสียการทรงตัว (Ataxia)
-อัมพาตตึงแข็ง (Regid)
-อัมพาตแบบผสม (Mixed)
กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy)
-เกิดจากเส้นประสาทสมองควบคุมกล้ามเนื้อ ส่วนนั้นๆ เสื่อมสลายตัว
-เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้
นอนอยู่กับที่
-จะมีความพิการซ้อนในระยะหลัง คือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม
โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic)
คือ ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club
Foot) กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อน
เนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด (Spina Bifida)
-ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (Infection)
เช่นวัณโรค กระดูก หลังโกง
กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรังมีหนองเศษกระดูกผุ
-กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ
โปลิโอ (Polimyelitis)
มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญา
-ยืนไม่ได้หรืออาจปรับสภาพให้ยืนเดินได้ด้วยอุปกรณ์เสร
ความบกพร่องทางสุภาพ
โรคลมชัก (Epilepsy)เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องจากความผิดปกติของระบบสมอง
มีดังนี้
-ลมบ้าหมู (Grand Mal) เมื่อเกิดอาการชัก จะทำให้หมดสติ
และหมดความรู้สึก ในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น
-การชักในช่วงเวลาสั้นๆ(Petit Mal)
มีอาการ ชักชั่วระยะสั้นๆ5-10 วินาที
เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงัก ในท่าก่อนชัก เด็กจะนั่งเฉย
หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย
-การชักแบบรุนแรง ( Grand Mal) เมื่อเกิดอาการชัก
เด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราวๆ 2-5 นาที
จากนั้นจะหาย และ นอนหลับไปชั่วครู่
-อาการชักแบบ (Partial Complex) เกิดอาการเป็นระยะๆ
กัดริมฝีปาก ไม่รู้สึกตัว ถูตามแขนขา เดินไปมา บางคนอาจจะเกิดความโกรธ หรือโมโห
หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องนอนพัก
-อาการแบบไม่รู้ตัว (Focal Partial) เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น
เด็กไม่รู้สึกตัว อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
-มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
-ท่าเดินคล้ายกรรไกร
-เดินขากะเผลก หรือ อึดอาดเชื่องช้า
-ไอเสียงแห้งบ่อยๆ
-มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง
-หน้าแดงง่าย
มีสีเขียวจางบนแก้ม ริมฝีปาก หรือ ปลายนิ้ว
-หกล้มบ่อยๆ
-หิวและกระหายน้ำอย่างเกินกว่าเหตุ
2.เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด และภาษา (Children with
Speech and Language Disorders) เด็กที่พูดไม่ชัด ออกเสียงเพี้ยน อวัยวะที่ใช้ในการพูด
ไม่สามารถเป็นไปตามลำดับขั้น
การใช้อวัยวะเพื่อการพูด ไม่เป็นไปดังตั้งใจ มีอากัปกิริยาที่ผิดปกติขณะพูด
1)ความผิดปกติด้านการออกเสียง
-ออกเสียงผิดเพี้ยนไปจากมาตรฐานของภาษาเดิม
-เพิ่มหน่วยเสียงเข้าในคำโดยไม่จำเป็น
-เอาเสียงหนึ่งมาแทนอีกเสียงหนึ่ง
เช่น กวาด เป็นฟาด
2)ความผิดปกติด้านจังหวะเวลาของการพูด เช่น การพูดรัว การพูดติดอ่าง
3)ความผิดปกติด้านเสียง มีดังนี้
-ระดับเสียง
-ความดัง
-คุณภาพของเสียง
4)ความผิดปกติทางการพูด และภาษาอันเนื่องมาจาก พยาธิ สภาพที่สมอง
โดยทั่วไปเรียกว่า (Dysphasia หรือ aphasia)
มีดังนี้
1>Motor aphasia
- เด็กที่เข้าใจคำถาม
หรือคำสั่ง แต่พูดไม่ได้ ออกเสียงลำบาก
-พูดช้าๆพอพูดตามได้บ้างเล็กน้อย
บอกชื่อสิ่งของพอได้
-พูดไม่ถูกไวยากรณ์
2 >Wernicke 's apasia
-เด็กที่ไม่เข้าใจคำถาม
หรือคำสั่งได้ยินแต่ไม่เข้าใจ ความหมาย
-ออกเสียงไม่ติดขัด
แต่มักใช้คำผิดๆ หรือใช้คำอื่นซึ่งไม่มีความหมายมาแทน
3> Conduction aphasia
-เด็กที่ออกเสียงได้ไม่ติดขัด
เข้าใจคำถามดี แต่พูดตาม หรือ บอกชื่อสิ่งของไม่ได้
มักเกิดร่วมไปกับอัมพาตของร่างกายซีกขวา
4>Nominal aphasia
-เด็กที่ออกเสียงได้
เข้าใจคำถามดี พูดตามได้ แต่บอกชื่อวัตุไม่ได้เพราะลืมชื่อ
บางทีก็ไม่เข้าใจความหมายของคำ มักเกิด ร่วมไปกับ Gerstmann's
syndrome
5 >Global aphasia
-เด็กที่ไม่เข้าใจทั้งภาษาพูด
และภาษาเขียน
-พูดไม่ได้เลย
6> Sensory agraphia
-เด็กที่เขียนเองไม่ได้
เขียนตอบคำถาม หรือ เขียนชื่อวัตถุ ก็ ไม่ได้ มักเกิดร่วมกับ Gerstmann's
syndrome
7> Motor
agraphia
-เด็กที่ลอกตัวเขียน
หรือ ตัวพิมพ์ ไม่ได้
-เขียนตามคำบอกไมได้
8. Cortical alexia
-เด็กที่อ่านไม่ออก
เพราะไม่เข้าใจภาษา
9 > Motor alexia
-เด็กที่เห็นตัวเขียนหรือตัวพิมพ์
เข้าใจความหมาย แต่อ่านออกเสียงไม่ได้
10 > Gerstmann's syndrome
-ไม่รู้ชื่อนิ้ว
(Finger agnosia)
-ไม่รู้ชี้ซ้ายขวา
(Allochiria)
-คำนวณไม่ได้ (Acalculia)
-เขียนไม่ได้ (Agraphia)
-อ่านไม่ออก(Alexia)
11> Visual agnosia
-เด็กที่มองเห็นวัตถุ
แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร บางทีบอกชื่อนิ้วตัวเองไม่ได้
12> Auditory
agnosia
- เด็กที่ไม่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
แต่แปลความหมายของคำ หรือประโยคที่ได้ยินไม่เข้าใจ
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา
-ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ
ร้องไห้เบาๆ และอ่อนแรง
-ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ
10เดือน
-ไม่พูดภายในอายุ
2ขวบ
-หลัง 3 ขวบ
แล้วภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังเข้าใจยาก
-ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้
-หลัง 5 ขวบ
เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถาศึกษา
-มีปัญหาในการสื่อความหมาย
พูดตะกุกตะกัก
-ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










